บริการให้คำปรึกษาและดูแลรักษาระบบงาน
ตั้งแต่ต้นจนจบแบบ End to end ตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงการบำรุงรักษาและพัฒนาประสิทธิภาพ
โดยมี Module การทำงานดังนี้
“บุคลากรของ Placid มีความชำนาญอย่างแท้จริงในการดูแลระบบ บริษัทจึงนำเสนอบริการ ที่เรียกว่า “Adaptive Operation Management Services” เพื่อให้ลูกค้าสามารถพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมไปถึงการให้บริการลูกค้าได้อย่างดียิ่งขึ้น ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ท่านได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริหารทรัพยากรระบบ”

การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ
(Architecture Review and Design)
การออกแบบสภาพแวดล้อมของระบบ ให้รองรับการทำงานที่แตกต่างไปในแต่ละกระบวนการและเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ
- การประเมินความเหมาะสมและเพียงพอ ของสถาปัตยกรรมระบบที่ใช้ในปัจจุบัน (Assessment of current Architecture)
- การแนะนำ Platform ให้เหมาะสมกับการใช้งาน (Platform Selection Recommendation)
- การประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบ (System Performance Analysis)
- การประเมิน วิเคราะห์ และแนะนำ Technology stack ให้ใช้ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม (Cross stack Analysis)
- การแนะนำขนาดของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต (Sizing / Capacity plan)

การเตรียมโครงสร้างการจัดการระบบ และการนำขึ้นใช้งาน
(System Operation Framework and Implementation)
การกำหนด Framework ที่เป็นมาตรฐานและมีประสิทธิภาพในการนำมาใช้ดูแล IT Infrastructure management ในกระบวนการสำคัญต่างๆ อาทิเช่น Change Management, Deployment Management และ Migration Process
- การกำหนดกรอบการทำงาน (Operation Framework) รวมถึงขั้นตอนการทำงานในรายละเอียด การกำหนดและจัดการผู้รับผิดชอบในแต่ละกระบวนการ ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- การประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (Impact Analysis) ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไปจนถึงการจัดเตรียมแผนบรรเทาผลกระทบ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
- การนำเครื่องมืออัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดความผิดพลาดในกระบวนการ
- การนำขึ้นใช้งาน (Implementation) และการตรวจสอบผล (Verify result) ภายหลังการนำขึ้นใช้งานเรียบร้อยแล้ว

การปฏิบัติการและติดตามตรวจสอบการทำงานของระบบ
(Operation and Monitoring)
การออกแบบสภาพแวดล้อมของระบบ ให้รองรับการทำงานที่แตกต่างไปในแต่ละกระบวนการและเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ การดูแลระบบ IT Infrastructure ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด (Optimum level) ใน 3 กระบวนการหลัก
- การติดตามตรวจสอบการทำงานของระบบ (Monitoring) ด้วยเครื่องมืออัตโนมัติเพื่อใช้ในการดูแลตรวจจับความผิดปกติและดำเนินการแก้ไข
- การจัดการประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบงาน (Incident Management) การใช้เครื่องมืออัตโนมัติเพื่อช่วยในการวิเคราะห์สาเหตุ ต้นตอของปัญหา รวมทั้งอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดปัญหา เพื่อสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันการเกิดความล่าช้าหรือหยุดประมวลผล ให้น้อยที่สุด
- การปรับปรุงระบบงานเพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง เช่น System Software Update, Patch Update โดยมีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ดำเนินการปรับปรุง และการกำหนดทางเลือกสำรองที่จะนำมาใช้ในการกู้คืนสภาพ หากมีปัญหาเกิดขึ้นในการปรับปรุง
การรวบรวมค่า Configuration ค่าความสัมพันธ์ระหว่าง Servers, network และองค์ประกอบอื่น เพื่อนำมาใช้ตรวจจับความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบงาน
การกำหนดค่า Thresholds, triggers เพื่อนำมาใช้แจ้งเตือนความผิดปกติ Workflow ทั้งในลักษณะของการป้องกันปัญหาและการแก้ไขปัญหา

การวิเคราะห์ประสิทธิภาพและพัฒนาการทำงาน
(Analysis and Improvement)
วิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจลักษณะการใช้งานระบบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องนำมาประมวลผลโดยใช้ Machine Learning and Artificial Intelligence (ML & AI) เพื่อบริการทรัพยากรสาธารณูปโภคระบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
การตรวจจับความผิดปกติอย่างอัตโนมัติ เพื่อแจ้งเตือนก่อนเกิดปัญหา (Auto detect Proactive alert and correction)
- การบริหารสาธารณูปโภคระบบ ให้มีทรัพยากรระบบพร้อมใช้งานได้สูงสุด (Eliminating underutilized resources and/or Reallocation)
การแนะนำ ระบุเหตุแห่งความเสี่ยง และดูแลให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของแต่ละประเภทธุรกิจ หรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง (Address compliance issues, recommend framework and implementation)